ตัวอย่างอาหาร 1 ส่วน (1 Exchange) ที่ให้ โปรตีน 7 กรัม
ปริมาณ
ไข่ขาว (ไข่ไก่เบอร์ 2)
2 ฟอง
ไข่ไก่ทั้งฟอง
1 ฟอง
เนื้อปลาสุก
2 ช้อนโต๊ะ (ประมาณ 30 กรัม)
เนื้อไก่สุก (ส่วนอก/สันใน ลอกหนัง)
2 ช้อนโต๊ะ (ประมาณ 30 กรัม)
กุ้งสุก
3–4 ตัวขนาดกลาง
นมสด / นมพร่องมันเนย / นมขาดมันเนย
ประมาณ 240 มิลลิลิตร
สลับรับประทานเนื้อสัตว์หลายประเภท จะช่วยให้ได้รับเกลือแร่และวิตามินหลากหลาย
Description
*เคร่งครัดกับปริมาณอาหารโปรตีนที่บริโภคอย่างสม่ำเสมอ (ทุกมื้อ ทุกวัน)*
**การพิจารณาเลือกและงดแหล่งของโปรตีนควรพิจารณาตามความสภาพระยะของโรค**
*ไม่มีปริมาณมาตรฐานตายตัว เพราะจะมาก จะน้อยขึ้นอยู่กับพลังงานที่ยังขาด จะจำกัดปริมาณต่อเมื่อผู้ป่วยจำเป็นต้องจำกัดพลังงาน เช่นผู้ป่วยมีน้ำหนักตัวเกิน
*ควรกินตามปริมาณที่กำหนด เช่น มื้อละ 1 ส่วน
*ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงหรือบวม ต้องจำกัดโซเดียมให้ น้อยกว่า 2,000 มิลลิกรัม/วัน
ปริมาณโซเดียมในอาหาร
Column
เมนูอาหาร
ปริมาณ-น้ำหนัก
ปริมาณโซเดียม (มก.)
ข้าวต้มหมู
1 ชาม (ประมาณ 390 กรัม)
881
บะหมี่น้ำหมูแดง
1 ชาม (ประมาณ 350 กรัม)
1,480
ข้าวผัดหมู
1 จาน (ประมาณ 295 กรัม)
416
ก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ๊ว
1 จาน (ประมาณ 354 กรัม)
1,352
ปลากระพงขาวนึ่ง
1 ชิ้น (ประมาณ 50 กรัม)
110
เนื้อปลาทูทอด
1/2 ตัวขนาดกลาง (ประมาณ 100 กรัม)
1,081
แกงส้มผักรวม
1 ถ้วย (ประมาณ 100 กรัม)
1,130
ส้มตำ
1 จาน (ประมาณ 100 กรัม)
1,006
ขนมปัง
1 แผ่น (ประมาณ 25 กรัม)
105
ก๋วยเตี๋ยวหมูสับ
1 จาน (ประมาณ 300 กรัม)
1,450
ที่มา: สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล
Description
Description
*การปรุงอาหารให้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่มีข้อจำกัดมาก อาจจะต้องดัดแปลงสูตรอาหาร เช่น น้ำพริกแกงส้ม ต้องงดกะปิ ของหวาน ต้องไม่ใส่กะทิ ใส่แต่น้ำเชื่อม หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน อาจต้องใช้น้ำตาลเทียม ฯลฯ
**สำหรับผู้ป่วยที่คุมโพแทสเซียมได้ดี สามารถสลับเปลี่ยนผลไม้เป็นชนิดอื่นในกลุ่มโพแทสเซียมต่ำได้
***หลีกเลี่ยงการปรุงรสด้วยเกลือโปแตสเซียม (เกลือเทียม/เกลือลดโซเดียม) เพราะมีโพแทสเซียมสูงมาก ที่อาจเป็นอันตรายต่อไต
ผู้ป่วยโรคไตยังคงต้องการโปรตีนไปใช้สร้างและซ่อมแซมร่างกาย การงดเนื้อสัตว์เลยจะทำให้เกิด ภาวะทุพโภชนาการ และกล้ามเนื้อลีบได้ ควรเลือกรับประทานโปรตีนคุณภาพสูง ได้แก่ เนื้อปลา ไข่ขาว และเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ (เช่น อกไก่ลอกหนัง, สันในหมู) แต่ควบคุม "ปริมาณ" ให้เหมาะสมตามระยะของโรคไต (เฉลี่ย 0.6–0.8 กรัม/กก./วัน ในระยะก่อนฟอกเลือด)
การจำกัดโซเดียม (ลดเค็ม) ช่วยเรื่องความดันโลหิตและลดอาการบวมก็จริง แต่การดูแลไตมีสารอาหารอื่น ๆ ที่ต้องควบคุมควบคู่กันอย่างเคร่งครัด นอกจากโซเดียมแล้ว ผู้ป่วยโรคไตต้องควบคุมเกลือแร่และสารอาหารอื่น ๆ ตามผลเลือด ได้แก่
โรคไตเรื้อรังระยะเริ่มต้น (ระยะ 1–3) มัก "ไม่มีอาการแสดงใด ๆ เลย" ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการ เช่น ตัวบวม ซีด อ่อนเพลีย ปัสสาวะผิดปกติ ก็ต่อเมื่อเนื้อไตถูกทำลายไปมากแล้ว (ระยะที่ 4–5) ดังนั้นไม่ควรรอให้มีอาการบวม ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง (เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคไต) ควรได้รับการตรวจเลือด (Creatinine/eGFR) และตรวจปัสสาวะอย่างน้อยทุก 6 เดือน ถึง 1 ปี
โซเดียมในรสเค็มทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำ และดันให้ความดันโลหิตสูงขึ้น เมื่อความดันโลหิตที่สูงอย่างต่อเนื่อง ก็จะไปทำลายเส้นเลือดฝอยในหน่วยไต ทำให้ไตทำงานหนักและเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว การลดเค็มจึงช่วยชะลอความเสื่อมของไตและช่วยให้ยาลดความดันทำงานได้ดีขึ้น
*ภาพประกอบทั้งหมดนี้จัดทำขึ้นโดยเทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence) เพื่อการประชาสัมพันธ์/เพื่อความสวยงามเท่านั้น*
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ชวลิต รัตนกุล. (ม.ป.ป.). อาหารบำบัดในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะก่อนฟอกเลือด. หน่วยไต โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์.
สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย. (2565). แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะก่อนการบำบัดทดแทนไต พ.ศ. 2565. ศรีเมืองการพิมพ์.สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2558).
ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย. มหาวิทยาลัยมหิดล.