อาหารผู้ป่วยโรคไต

เลือกทานอย่างไร ให้ปลอดภัยและยังดีต่อสุขภาพ

การดูแลผู้ป่วยโรคไต สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การกินยาก็คือ ‘การคุมอาหาร’ เพราะอาหารทุกคำที่เรากินเข้าไป จะถูกเปลี่ยนเป็นของเสียที่ไตต้องรับหน้าที่ขับออก

แต่คำถามคือ ปริมาณเท่าไหร่ถึงเรียกว่า ‘พอดี’?

หากกำลังมองหาคู่มือเรื่องอาหารผู้ป่วยโรคไตที่อ่านจบแล้วนำไปใช้ได้ทันที บทความนี้เราสรุปหลักการกินอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไตแบบเข้าใจง่าย แยกตามหมวดหมู่สารอาหาร พร้อมเทคนิคการเลือก-เลี่ยง และแจกไอเดียเมนูอาหาร 7 วัน ให้คุณนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ทันที

โปรตีน

ควรควบคุมปริมาณเนื้อสัตว์ในอาหารผู้ป่วยโรคไตให้เหมาะสม เนื่องจากเนื้อสัตว์มีปริมาณโปรตีนสูง จะทำให้ไตทำงานหนักและเกิดปริมาณของเสียสะสมในร่างกายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย

  • ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 1–5 : โปรตีน 0.6 – 0.8 กรัม / น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) / วัน
  • ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย (ที่ฟอกเลือดแล้ว) : โปรตีน 1.0 – 1.2 กรัม / น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) / วัน (โปรตีนสูงขึ้นเพื่อชดเชยส่วนที่สูญเสียไป)

*คำนวณจากน้ำหนักตัวที่ควรจะเป็น: Ideal Body Weight (IBW)

สิ่งที่แนะนำ

ส่วนใหญ่ควรได้จากหมู่เนื้อสัตว์ ได้แก่ หมู ไก่ ปลา นม (นม ไขมันต่ำหรือขาดไขมัน) และไข่ เลือกชนิดที่ไม่มีไขมันหรือมีน้อย (จำพวกสันใน หรือเนื้อที่ตัดส่วนไขมันออกแล้ว) โดยเฉพาะเนื้อปลาที่มีไขมันน้อย และบางชนิดเกือบจะไม่มี ไขมัน จะช่วยลดปริมาณกรดไขมันอิ่มตัวและโคเลสเตอรอลได้

สิ่งที่ควรเลี่ยง

ไข่แดง เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ ไต เมื่อมีภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง , งด ไข่แดง นม และถั่ว เมื่อมีภาวะฟอสเฟตในเลือดสูง

ตัวอย่างอาหาร 1 ส่วน (1 Exchange) ที่ให้ โปรตีน 7 กรัม



ปริมาณ

ไข่ขาว (ไข่ไก่เบอร์ 2)

2 ฟอง

ไข่ไก่ทั้งฟอง

1 ฟอง

เนื้อปลาสุก

2 ช้อนโต๊ะ (ประมาณ 30 กรัม)

เนื้อไก่สุก (ส่วนอก/สันใน ลอกหนัง)

2 ช้อนโต๊ะ (ประมาณ 30 กรัม)

กุ้งสุก

3–4 ตัวขนาดกลาง

นมสด / นมพร่องมันเนย / นมขาดมันเนย

ประมาณ 240 มิลลิลิตร

สลับรับประทานเนื้อสัตว์หลายประเภท จะช่วยให้ได้รับเกลือแร่และวิตามินหลากหลาย

Description

*เคร่งครัดกับปริมาณอาหารโปรตีนที่บริโภคอย่างสม่ำเสมอ (ทุกมื้อ ทุกวัน)*

**การพิจารณาเลือกและงดแหล่งของโปรตีนควรพิจารณาตามความสภาพระยะของโรค**

ไขมัน

เป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารที่ยังขาดไม่ได้

สิ่งที่แนะนำ

ใช้ประกอบอาหาร คือ ใช้น้ำมันรำข้าวเป็นหลักทั้งผัด ทอด น้ำมันถั่วลิสง น้ำมันงา (แต่ยังต้องใช้ให้น้อยอยู่) ใช้วิธีประกอบอาหารที่ไม่ใช้ไขมัน เช่น ต้ม นึ่ง ย่าง ยำ อบ ฯ แทน เช่น ปลานึ่งกับผัก ไก่ อบ หรือเลือกใช้เป็นกะทะแบบ non-stick ฯลฯ

สิ่งที่ควรเลี่ยง

เนื้อสัตว์ติดมัน ของทอด ปาท่องโก๋ อาหารใส่น้ำมันมาก กะทิ น้ำมันปาล์มและน้ำมันมะพร้าวที่เป็นไขมันไม่ดีเพราะมีกรดไขมันอิ่มตัว ตัวอย่างอาหารที่มีกะทิ เช่น ต้มข่า ไก่ แกงเขียวหวาน แกงบวด กล้วยบวดชี – ขนมที่ใช้เนย (ทั้งแท้และเทียม)

คาร์โบไฮเดรต

นับว่าเป็นแหล่งให้พลังงานที่สำคัญที่สุด

สิ่งที่แนะนำ

ข้าวสวย, ข้าวเหนียวนึ่ง, ขนมจีน, เส้นก๋วยเตี๋ยว ฯลฯ (มีโปรตีนต่ำ) อาหารหมู่แป้งปลอดโปรตีน เช่น วุ้นเส้น, ก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้, แป้งถั่วเขียว – น้ำตาล ควรเลือกเป็น simple carbohydrate เช่น น้ำตาลทราย น้ำอ้อย น้ำผึ้ง

สิ่งที่ควรเลี่ยง

ข้าวเจ้า, มักกะโรนี ถ้าต้องจำกัดโพแทสเซียม จำกัดฟอสเฟต ควรเลี่ยงขนมปัง บะหมี่ แป้งเกี๊ยว มักกะโรนี หม่านโถว แป้งซาลาเปา

*ไม่มีปริมาณมาตรฐานตายตัว เพราะจะมาก จะน้อยขึ้นอยู่กับพลังงานที่ยังขาด จะจำกัดปริมาณต่อเมื่อผู้ป่วยจำเป็นต้องจำกัดพลังงาน เช่นผู้ป่วยมีน้ำหนักตัวเกิน

แคลเซียม

ถึงแม้ว่านมจะเป็นแหล่งของแคลเซียมที่ดีมาก แต่สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่มีระดับแคลเซียมในเลือดต่ำ ควรจะต้องงดเว้นนม และจำเป็นต้องให้แคลเซียมในรูปของยาเสริมแทน

ฟอสฟอรัส

สิ่งที่แนะนำ

อาหารที่มีฟอสฟอรัสต่ำ เช่น ไข่ขาว, เนื้อปลาสด, เนื้อไก่สด, ข้าวขาว, น้ำนมข้าว (ชนิดไม่เสริมแคลเซียม)

สิ่งที่ควรเลี่ยง

สำหรับผู้ป่วยที่มีฟอสฟอรัสในเลือดสูง ควรงดเว้นอาหารที่มีฟอสฟอรัสมาก เช่น งดนมทุกรูปแบบ ไข่แดง เมล็ดพืช เมล็ดถั่ว ชา กาแฟ โกโก้, เบเกอรี่ที่มีผงฟู, อาหารแปรรูป ฯลฯ

โพแทสเซียม

อาหารหลักหมู่ที่มีปริมาณโพแทสเซียมสูงได้แก่ หมู่ผักและผลไม้ แพทย์อาจสั่งงดชั่วคราว

สิ่งที่แนะนำ

ผักและผลไม้ที่มีโพแทสเซียมต่ำ และ ค่อนข้างต่ำ เช่น เห็ดนางฟ้า เห็ดเผาะ แตงกวา ฟักเขียว พริกฝรั่ง (พริกหวาน) มะระจีน หัวผักกาดขาว มะเขือยาว มะละกอดิบ มะเขือเทศ มะเขือเทศสีดำ ตำลึง ผักกาดขาวชนิดใบเขียว ผักกาดขาวชนิดห่อ ต้นหอม ถั่วงอก ถั่วลันเตา บวบหอม บวบเหลี่ยม ถั่วพู ถั่วพุ่ม หอมหัวใหญ่ เห็ดหูหนู ส้มเขียวหวาน ส้มเช้ง ฝรั่ง ชมพู่ มะม่วง ละมุด ลิ้นจี่ เงาะ สับปะรด องุ่น แอปเปิล สาลี่ แตงโม

สิ่งที่ควรเลี่ยง

ผักและผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง และ ค่อนข้างสูง เช่น ผักชีทุกชนิด ผักโขม ชะอม หัวปลี ต้นกระเทียม ใบขี้เหล็ก ใบชะพลู ผักกระโดน ผักกระถิน เห็ดเปาฮื้อ ผักหวาน ฟักทอง กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี ดอกและใบกุยช่าย คะน้า ใบบัวบก เฉาก๊วย บร็อคโคลี่ แคร์รอต เห็ดนางรม เห็ดหอมสด ถั่วฝักยาว ใบแมงลัก ผักกะเฉด ผักกาดหอม ผักกวางตุ้ง มะเขือพวก ผักบุ้ง ทุเรียน ขนุน กล้วย ลำไย มะละกอ ผลไม้แห้งทุกชนิด

*ควรกินตามปริมาณที่กำหนด เช่น มื้อละ 1 ส่วน

โซเดียม

เราได้รับโซเดียมจากอาหารธรรมชาติ เช่น ข้าว ปลา ไข่ ผัก ผลไม้ และ จากเครื่องปรุงรส ได้แก่ เกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว เป็นต้น ผู้ป่วยควรจำกัดปริมาณโซเดียมวันละ 2,000 มิลลิกรัม โดยในอาหารธรรมชาติจะมีโซเดียมแฝงอยู่แล้วประมาณ 300–350 มิลลิกรัม/วัน ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 1,650 มิลลิกรัม คือโซเดียมที่อนุญาตให้ใช้ปรุงรสได้

สิ่งที่แนะนำ

ระยะที่ 1–2 ปริมาณโซเดียมที่แนะนำ ประมาณ 2,000 – 3,000 มิลลิกรัม / วัน (เทียบเท่าเกลือป่น 1 - 1.5 ช้อนชา)

ระยะที่ 3–5 (ก่อนฟอกเลือดและระยะฟอกเลือด) ปริมาณโซเดียมที่แนะนำ ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม / วัน (เกลือป่นไม่เกิน 1 ช้อนชา / วัน)

*ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงหรือบวม ต้องจำกัดโซเดียมให้ น้อยกว่า 2,000 มิลลิกรัม/วัน

สิ่งที่ควรเลี่ยง

อาหารรสเค็มจัด รวมถึงอาหารแปรรูป อาหารหมักดอง เช่น อาหารดองเค็ม, ดองเปรี้ยว (รวมถึง หมูแฮม, หมูเบคอน, ไส้กรอก, ไส้อั่ว, กุนเชียง, แหนม) เครื่องปรุงที่มีโซเดียมแฝงเช่น ผงชูรส, ผงฟู เครื่องปรุงรสเค็มจัด เช่น กะปิ, ปลาร้า, ผงปรุงรสก้อน/ผง

ปริมาณโซเดียมในอาหาร


Column

เมนูอาหาร

ปริมาณ-น้ำหนัก

ปริมาณโซเดียม (มก.)

ข้าวต้มหมู

1 ชาม (ประมาณ 390 กรัม)

881

บะหมี่น้ำหมูแดง

1 ชาม (ประมาณ 350 กรัม)

1,480

ข้าวผัดหมู

1 จาน (ประมาณ 295 กรัม)

416

ก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ๊ว

1 จาน (ประมาณ 354 กรัม)

1,352

ปลากระพงขาวนึ่ง

1 ชิ้น (ประมาณ 50 กรัม)

110

เนื้อปลาทูทอด

1/2 ตัวขนาดกลาง (ประมาณ 100 กรัม)

1,081

แกงส้มผักรวม

1 ถ้วย (ประมาณ 100 กรัม)

1,130

ส้มตำ

1 จาน (ประมาณ 100 กรัม)

1,006

ขนมปัง

1 แผ่น (ประมาณ 25 กรัม)

105

ก๋วยเตี๋ยวหมูสับ

1 จาน (ประมาณ 300 กรัม)

1,450

ที่มา: สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล

Description

Description

ตัวอย่างรายการอาหาร 7 วัน

สำหรับผู้ป่วยโรคไต

วันจันทร์

วันอังคาร

วันพุธ

วันพฤหัสบดี

วันศุกร์

วันเสาร์

วันอาทิตย์

*การปรุงอาหารให้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่มีข้อจำกัดมาก อาจจะต้องดัดแปลงสูตรอาหาร เช่น น้ำพริกแกงส้ม ต้องงดกะปิ ของหวาน ต้องไม่ใส่กะทิ ใส่แต่น้ำเชื่อม หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน อาจต้องใช้น้ำตาลเทียม ฯลฯ

**สำหรับผู้ป่วยที่คุมโพแทสเซียมได้ดี สามารถสลับเปลี่ยนผลไม้เป็นชนิดอื่นในกลุ่มโพแทสเซียมต่ำได้

***หลีกเลี่ยงการปรุงรสด้วยเกลือโปแตสเซียม (เกลือเทียม/เกลือลดโซเดียม) เพราะมีโพแทสเซียมสูงมาก ที่อาจเป็นอันตรายต่อไต

จริงหรือมั่ว?

รวมความเชื่อผิด ๆ ยอดฮิตเกี่ยวกับโรคไต พร้อมข้อเท็จจริง

จริงหรือไม่?

เป็นโรคไต ห้ามกินเนื้อสัตว์เด็ดขาด!

ไม่จริง

ผู้ป่วยโรคไตยังคงต้องการโปรตีนไปใช้สร้างและซ่อมแซมร่างกาย การงดเนื้อสัตว์เลยจะทำให้เกิด ภาวะทุพโภชนาการ และกล้ามเนื้อลีบได้ ควรเลือกรับประทานโปรตีนคุณภาพสูง ได้แก่ เนื้อปลา ไข่ขาว และเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ (เช่น อกไก่ลอกหนัง, สันในหมู) แต่ควบคุม "ปริมาณ" ให้เหมาะสมตามระยะของโรคไต (เฉลี่ย 0.6–0.8 กรัม/กก./วัน ในระยะก่อนฟอกเลือด)

จริงหรือไม่?

ผู้ป่วยโรคไต แค่ 'ไม่เค็ม' ก็กินได้หมดทุกอย่าง?

ไม่จริง

การจำกัดโซเดียม (ลดเค็ม) ช่วยเรื่องความดันโลหิตและลดอาการบวมก็จริง แต่การดูแลไตมีสารอาหารอื่น ๆ ที่ต้องควบคุมควบคู่กันอย่างเคร่งครัด นอกจากโซเดียมแล้ว ผู้ป่วยโรคไตต้องควบคุมเกลือแร่และสารอาหารอื่น ๆ ตามผลเลือด ได้แก่

  • โพแทสเซียม: มีมากในผักผลไม้บางชนิด หากสูงเกินไปจะทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือหัวใจหยุดเต้นได้
  • ฟอสฟอรัส: มีมากในนม ไข่แดง ถั่ว ขนมปังมียีสต์ หากสูงเกินไปจะทำให้กระดูกพรุนและหลอดเลือดแข็งตัว
  • โปรตีนและไขมัน: เพื่อลดการสะสมของของเสีย (BUN) และควบคุมระดับไขมันในเลือด

จริงหรือไม่?

ไม่มีอาการบวม ปัสสาวะยังเป็นปกติ แปลว่าไตยังทำงานดีอยู่?

ไม่จริง

โรคไตเรื้อรังระยะเริ่มต้น (ระยะ 1–3) มัก "ไม่มีอาการแสดงใด ๆ เลย" ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการ เช่น ตัวบวม ซีด อ่อนเพลีย ปัสสาวะผิดปกติ ก็ต่อเมื่อเนื้อไตถูกทำลายไปมากแล้ว (ระยะที่ 4–5) ดังนั้นไม่ควรรอให้มีอาการบวม ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง (เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคไต) ควรได้รับการตรวจเลือด (Creatinine/eGFR) และตรวจปัสสาวะอย่างน้อยทุก 6 เดือน ถึง 1 ปี

จริงหรือไม่?

กินเค็มจัด ทำให้เป็นโรคไตและไตเสื่อมไวขึ้น?

จริง

โซเดียมในรสเค็มทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำ และดันให้ความดันโลหิตสูงขึ้น เมื่อความดันโลหิตที่สูงอย่างต่อเนื่อง ก็จะไปทำลายเส้นเลือดฝอยในหน่วยไต ทำให้ไตทำงานหนักและเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว การลดเค็มจึงช่วยชะลอความเสื่อมของไตและช่วยให้ยาลดความดันทำงานได้ดีขึ้น

*ภาพประกอบทั้งหมดนี้จัดทำขึ้นโดยเทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence) เพื่อการประชาสัมพันธ์/เพื่อความสวยงามเท่านั้น*

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ชวลิต รัตนกุล. (ม.ป.ป.). อาหารบำบัดในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะก่อนฟอกเลือด. หน่วยไต โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์.

สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย. (2565). แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะก่อนการบำบัดทดแทนไต พ.ศ. 2565. ศรีเมืองการพิมพ์.สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2558).

ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย. มหาวิทยาลัยมหิดล.

icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้